หน้าเว็บ

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

" ตับ "



ฉันคือ " ตับ " ของคุณ

เสียเวลาอ่านสักนิด
แล้วคุณจะรักตัวคุณ
และคนที่คุณรักมากขึ้น

หวัดดี...ฉันคือตับ ของคุณ
ให้ฉันเล่าให้คุณฟังว่า
ฉันรักคุณมากเท่าใด 9 ข้อ

1. ฉันสะสมธาตุเหล็กสำรอง
รวมทั้งวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ
ที่คุณต้องการ หากไม่มีฉัน
คุณก็จะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะอยู่ต่อไป

2. ฉันผลิตน้ำย่อย
สำหรับย่อยอาหารให้คุณ
หากไม่มีฉัน คุณก็สูญเสียอาหาร
จนไม่มีอะไรเหลืออยู่

3. ฉันทำหน้าที่ล้างพิษ
พวกสารเคมีที่คุณมอบให้ฉัน
ไม่ว่าจะเป็น แอลกอฮอล์ เบียร์ ไวน์
ยาต่างๆ รวมทั้งสิ่งผิดกฏหมายทั้งหลาย
หากไม่มีฉัน สิ่งเหล่านี้ก็จะฆ่าคุณไปแล้ว

4. ฉันเก็บพลังงานเหมือนแบตเตอรี่
โดยสะสมน้ำตาล ในรูปของ
(คาร์โบไฮเดรท , กลูโคส และ ไขมัน)
ไว้ให้คุณเมื่อคุณต้องการมัน
หากไม่มีฉัน ระดับน้ำตาล
ในเลือดของคุณจะลดลงต่ำมาก
จนทำให้คุณล้มพับไป

5. ฉันสร้างเลือดให้ระบบต่างๆ ของคุณ
ก่อนที่คุณจะเกิดเสียอีก
หากไม่มีฉันแล้วก็คงจะไม่มีคุณอยู่ที่นี่

6. ฉันผลิตโปรทีนใหม่
ที่ร่างกายของคุณต้องการ
เพื่อการมีสุขภาพดี และเจริญเติบโต
หากไม่มีฉันแล้ว
คุณก็จะไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควร

7. ฉันกลั่นกรองสารพิษจากอากาศ
ไอเสียรถยนต์ และสารเคมี
ที่คุณหายใจเข้าไป
หากไม่มีฉันแล้ว
คุณก็จะเหมือนถูกวางยาพิษ
โดยมลภาวะเหล่านั้น

8. ฉันผลิตสารทำให้เลือดแข็งตัว
ถ้าคุณบังเอิญไปโดนอะไรบาด
หากไม่มีฉันแล้วคุณจะต้องตาย
เพราะเลือดไหลไม่หยุด

9. ฉันคอยต่อสู้ ป้องกัน
ไม่ให้เชื้อโรคต่างๆ โจมตีคุณ
ไม่ว่าจะเชื้อหวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่
อะไรก็ตาม ฉันจะน็อคมันให้ตายหมด
หรือไม่ก็ทำให้มันอ่อนแรงลง
หากไม่มีฉันแล้วคุณก็เหมือนเป้านิ่ง
รอให้สารพัดโรคโจมตี

ดูซิว่า ฉันรักคุณแค่ไหน...
แล้วคุณล่ะ รักฉันบ้างไหม ?

ขอให้ฉันบอกวิธีง่ายๆ
ที่จะ รัก ฉัน - ตับ ของคุณ

อย่ากดฉันให้ต้องจมลงในน้ำเบียร์
แอลกอฮอล์ หรือ ไวน์ เลย
สำหรับบางคนแล้วเพียงแก้วเดียว
ก็ทำให้ฉันเป็นแผลเป็นไปตลอดชีวิต

ระวังบรรดา " ยา " ทั้งหลาย
ยาทุกอย่างมาจากสารเคมี
และเมื่อคุณเอามันมาผสมกันเข้า
โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
มันก็กลายเป็นยาพิษ ที่สามารถ
ทำลายฉันได้อย่างดีทีเดียวละ

ฉันเป็นแผลเป็นง่าย
เมื่อเป็นแล้ว เป็นอย่างถาวรเสียด้วย
บางครั้งยาก็เป็นสิ่งจำเป็น
แต่การกินยาเกินความจำเป็น
เป็นนิสัยไม่ดี
บรรดาสารเคมีเหล่านั้น
สามารถทำลายตับได้

จงระวังบรรดากระป๋องสเปรย์ทั้งหลาย
จำไว้ว่า ฉันจะต้องล้างพิษทุกอย่าง
ที่คุณหายใจเอาเข้าไปด้วย
ดังนั้นเวลาคุณทำความสะอาด
อะไรด้วยพวกสเปรย์
ต้องให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
หรือสวมหน้ากากด้วย

อันตรายเพิ่มเป็นสองเท่า
สำหรับพวกสเปรย์ฆ่าแมลง
ฆ่าเชื้อรา สี และสารเคมี
ระวังว่าคุณหายใจเอาอะไรเข้าไป

ระวังว่าอะไรโดนผิวหนังคุณด้วย
ยาฆ่าแมลงที่คุณฉีดต้นไม้ พุ่มไม้นั้น
สามารถผ่านผิวหนังของคุณ
เข้ามาโจมตีฉันได้ด้วย
ป้องกันผิวหนังของคุณ
โดยการสวมถุงมือ ใส่เสื้อแขนยาว
หมวก หน้ากากทุกครั้ง
ที่คุณฉีดยาฆ่าแมลง

คำเตือน

ฉันไม่สามารถและไม่บอกคุณด้วย
ว่าฉันประสพกับปัญหา
จนกระทั่งเกือบจะถึงวาระสุดท้าย
ของทั้งฉันและคุณเสียแล้ว

จงจำไว้ว่า

ฉันไม่ใช่ประเภทขี้บ่น
ให้ฉันทำงานหนักเกินไป
โดยอัด ยา แอลกอฮล์
และบรรดาอาหารขยะ
สามารถทำร้ายฉันได้!
นี่อาจเป็นการเตือนครั้งเดียว
ที่คุณจะได้รับ

โปรดฟังคำแนะนำฟรี

พาฉันไปให้คุณหมอตรวจ
การตรวจเลือด
สามารถบอกปัญหาบางอย่างได้
ถ้าฉันยังอ่อนนุ่ม ไม่เป็นตะปุ่มตะป่ำ
แสดงว่าฉันยังดีอยู่
ถ้าคุณหมอสงสัย
การอัลตร้าเซาวนด์ หรือซีที แสกน ช่วยได้
อายุของฉัน คืออายุของคุณ
ขึ้นอยู่กับว่า คุณดูแลฉันดีแค่ไหน

คราวนี้คุณรู้แล้วละซี
ว่าฉันรักคุณแค่ไหน
ได้โปรดดูแลฉันหน่อย
ด้วยความรักและผูกพัน
จาก เพื่อนร่วมชีวิตผู้สงบเงียบ
และคู่รักนิรันดร ของคุณ

ฉันเอง
คุณตับ... ตับ..ตับ
โปรดส่งต่อให้คนที่คุณรักด้วย

CR. จิว เจนจรุงเกียรติ

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิตามินและอาหารเสริมควรทานเวลาไหนดี?

วิตามินและอาหารเสริมควรทานเวลาไหนดี?

อาหารเสริมวิตามินต่างๆ ในไทยมีมากมายหลายยี่ห้อ และที่มีอย.แต่ด้อยคุณภาพก็มีอยู่มาก แต่คนไทยมักชี้วัดที่ราคาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจซื้อ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการกินอาหารเสริมไม่ได้ตัดสินที่ราคาเป็นหัวใจหลัก แต่ต้องมีความรู้ในการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพต่างหากคือสิ่งสำคัญ จะได้ไม่เสียเงินโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมันเลย

ความจริงแล้วนะคะ อยากจะบอกว่าจะกินวิตามินและอาหารเสริมเมื่อไหร่ก็ได้ โดยจะกินเวลาท้องว่าง หรือพร้อมอาหาร หลังอาหารก็ได้
เพราะร่างกายจะเลือกเก็บทุกสิ่งที่ร่างกายต้องการค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เวลาไหนก็ตาม แต่ควรจะกินให้ตรงเวลาทุกวันเพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้เราไม่หลงลืมค่ะ

แต่หากอยากจะกินให้ถูกต้องเหมาะสม ให้ได้ผลดีที่สุดจริงๆ ให้ทานตามนี้ค่ะ

กลูต้าไธโอน ทานตอนเช้าในขณะท้องว่างยิ่งดี หรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือก่อนนอนในขณะท้องว่าง แต่ถ้ามีส่วนผสมอื่นที่ละลายในไขมันให้ทานพร้อมอาหาร ใ้ห้เลือกซื้อกลูต้าไธโอนชนิดรีดิวซ์ฟอร์ม (Reduced Form) เลือกยี่ห้อที่นำเข้าหรือยี่ห้อใช้วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นหรืออเมริกาเท่านั้น ถ้ากลูต้าไธโอนที่คุณซื้อมามีรสชาติเปรี้ยวแหลม นั่นหมายถึงเป็นกลูต้าไธโอนที่มีคุณภาพสูง ระวังบางยี่ห้อของไทยราคาถูกบอกว่าแท้และมีอย.มักผสมแป้งหรือฟิลเลอร์เพราะวัตถุดิบมีราคาแพง ไม่เลือกยี่ห้อที่ใช้ แอล-ซีสเตอิน แอล-ไกลซีน แอล-กลูตามีน มาผสมกันแล้วบอกว่าเป็นกลูต้าไธโอนเพราะมันไม่เหมือนกัน
วิตามินรวมผสมแร่ธาตุ ให้ทานพร้อมอาหารและน้ำ เนื่องจากน้ำและอาหารจะแยกวิตามินและแร่ธาตุออกจากกัน
วิตามินซี เสื่อมสภาพเร็ว ไม่ควรซื้อขวดใหญ่ให้ซื้อขวดเล็กให้พอทาน 1 เดือน ทานเวลาไหนก็ได้กับน้ำเปล่า หรือพร้อมอาหาร วิตามินซีชนิดธรรมดาควรแบ่งกินครั้งละ 250-500 mg.ค่ะ (ยกเว้น ชนิด Buffered, Time Release, Sustained Release ไม่ต้องแบ่ง)
วิตามินอี ทานพร้อมอาหารที่มีไขมันเล็กน้อย แต่ห้ามทานพร้อมธาตุเหล็กนะ มันไม่ถูกกันค่ะ
กรดอะมิโน ให้ทานกับน้ำเปล่า ก่อนอาหาร 30 นาที หรือในขณะท้องว่าง หรือก่อนนอน หรือหลังอาหาร 1 ชั่วโมง 30 นาที
แคลเซียม ทานพร้อมอาหาร หรืออาหารที่ทำมาจากนมได้ยิ่งดี และควรแบ่งกินไม่เกิน 500 mg./ครั้ง
เหล็ก ทานพร้อมน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หรือ น้ำส้ม ห้ามกินกับชา กาแฟ
สังกะสี หากเป็นชนิดคีเลต ให้ทานขณะท้องว่าง หากไม่ใช่ให้ทานพร้อมอาหารที่มีโปรตีนสูง
น้ำมันปลา ไม่ใช่น้ำมันตับปลา สองอย่างนี้ต่างกัน วิธีเลือกซื้อน้ำมันปลาคุณภาพสูงควรเลือกยี่ห้อที่มีสีเหลืองเข้ม ยิ่งเข้มยิ่งดี ถ้ามีสีเหลืองอ่อนหรือใสจะมีคุณภาพต่ำสกัดโดยความร้อนสูงและใช้สารเคมี หรือให้เลือกยี่ห้อที่มีคำว่า Whole
น้ำมันอีฟนิ่ง ให้ทานพร้อมวิตามินอี หากไม่มีวิตามินอีประโยชน์ของน้ำมันอีฟนิ่งจะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว และให้ทานพร้อมกับอาหารที่มีไขมันเล็กน้อยค่ะ
สารสกัดเมล็ดองุ่น ทานเพื่อต้านอนุมูลอิสระวันละ 100 มก. ทานเืพื่อผิวพรรณและเส้นเลือดขอด 500-600 มก. เพื่อรักษาโรค 500-1,000 มก. ทานเวลาไหนก็ได้ทุกๆ 24 ชั่วโมง
สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์แห่งป่าชายทะเลฝรั่งเศส (Pycnogenol) ทานเพื่อรักษาฝ้า กระ เม็ดสีผิว ผิวไหม้แดด วันละ 100 มก. ทานกับน้ำเปล่าเวลาไหนก็ได้ เปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศสมีราคาแพงมาก บางยี่ห้อมักอ้างว่าใช้เปลือกสนฝรั่งเศสแต่จริงๆ แล้วใช้เปลือกสน (Pine Bark)
โคเอนไซม์คิวเท็น ทานพร้อมอาหารวันละ 50-100 มิลลิกรัม อย่าเลือกชนิดที่เป็นผงเพราะดูดซึมยากหรือดูดซึมได้น้อยมากแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย หรือถ้าต้องการแบบผงให้เลือกแหล่งวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกาจะดีที่สุด ถ้ามีงบสูงให้เลือกแบบซอฟท์เจลชนิด Ubiquinol ดีกว่าและดูดซึมได้ง่ายกว่าชนิด Ubiquinone หรือ Ubidecarenone ดูดซึมได้ยาก โดยปกติโคเอนไซม์คิวเท็นจะมีราคาแพงถ้าถูกเกินจริงนั้นมักจะด้อยคุณภาพ

อ่านก่อนนะคะ

เวลาเช้า เป็นเวลาที่ร่างกายตื่นตัวมากที่สุด และต้องการสารอาหารมากที่สุด
หากจะทานวิตามินและสารอาหารให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรเริ่มต้นที่มื้อเช้าเป็นหลัก

จะทานก่อนอาหารหลังอาหารเทคนิคง่ายๆ คือจำไว้ว่า ละลายในไขมันเช่น a, d, e, k, โคคิวเท็น Q10, fish oil, epo, lecithin ฯลฯ
ให้ทานพร้อมอาหารที่มีไขมันด้วยเล็กน้อย

วิตามิน c, b, วิตามินรวม เมล็ดองุ่น เปลือกสน ให้ทานก่อนอาหารหรือหลังอาหารได้ทันทีพร้อมน้ำ

กรดอะมิโนต่างๆ เช่น กรดอะมิโนที่จำเป็น และไม่จำเป็นกับร่างกาย ให้ทานขณะท้องว่าง ก่อนอาหาร 30 นาที - 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 1 ชั่วโมง 30 นาที

ความรู้เพิ่มเติม

วิตามินซีเป็นวิตามินตัวหนึ่งที่ละลายและดูดซึมได้ง่ายที่สุด จะทานเวลาไหนก็ได้ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องทานตอนท้องว่างเลยด้วยซ้ำ

น้ำมันปลาหรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ ต้องทานคู่กับน้ำมันโบราจหรือน้ำมันพริมโรส ต้องทานคู่กันเพื่อสมดุล 3,6,9 และต้องทานอย่างต่ำวันละ 3000 มก.ขึ้นไป และต้องแบ่งทานครั้งละ 1000 มก. น้ำมันปลาใช้แทนน้ำมันแฟลกซ์ได้ และ น้ำมันโบราจใช้แทนน้ำมันพริมโรสได้เช่นกันค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีควรทานให้ครบ โอเมก้า 3-6-9 เช่น น้ำมันแฟลกซ์ + น้ำมันโบราจ + น้ำมันปลา

เลซิติน ถ้าจะทานให้ทานพร้อมอาหาร และต้องทาน 1200 มก. วันละ 2 ครั้ง การทานเลซิตีนดีต่อตับและประสาท แต่ถ้ากินมากเกินไปอาจเกิดอาการข้างเคียงเหงื่อแตก คลื่นไส้ ท้องอืดท้องเสีย กลิ่นตัว ห้ัวใจเต้นผิดปกติ

ทานเวทลอส เพื่อลดน้ำหนัก ต้องใช้พลังงานด้วย ให้ออกกำลังกายนิดๆ หน่อยๆ ด้วย เช่นเดินไปเดินมา ขึ้นรถลงเรือ ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ จะไม่ได้ผลเพราะมันจะดึงไขมันออกมาก็ต่อเมื่อใช้พลังงาน และเวลาทานก็ทานพร้อมน้ำ 1 แก้วเต็มนะคะ

สารสกัดเมล็ดองุ่น วิธีเลือกซื้อให้ซื้อสารสกัดที่มีค่า OPC 90% ขึ้นไป อย่าซื้อยี่ห้อที่ไม่ได้ระบุค่า OPC หากต้องการกินเพื่อต้านอนุมูลอิสระ ให้กินสารสกัดวันละ 100 มก./วัน เพื่อผิวพรรณและเส้นเลือดขอดวันละ 500-600 มก. เพื่อรักษาโรค 500-1,000 มก./วัน หลังจากกินสารสกัดเมล็ดองุ่น 24 ชั่วโมง จะมีสารออกฤทธิ์เหลืออยูเพียง 28% ดังนั้นจึงควรกินเวลาเดียวกันทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกินเพื่อรักษาโรค

อะเซโรล่า เชอร์รี่ (Acerola Cherry) ทั่วไปจะให้วิตามินซีธรรมชาติ 1 มิลลิกรัม ต่อ 66 มิลลิกรัม หรือใน 1,000 มก. จะได้วิตามินซีจากธรรมชาติ 15 มิลลิกรัม
ยกเว้น Acerola 3,000 สูตร 4:1 จะให้วิตามินซี 1 มิลลิกรัม ต่อ 20 มิลลิกรัม หรือใน 3,000 มก. จะได้วิตามินซี 150 มก.

คำแนะนำขนาดและวิธีใช้:

GSH PRO® Her Glutathione กลูต้าไธโอน ระดับฟาร์มาซูติคอลเกรด
ทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน
ทานตอนเช้าในขณะท้องว่าง หรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 3 ชั่วโมง และก่อนนอนในขณะท้องว่าง (หลังอาหาร 3 ชั่วโมง)

GSH PRO® Radiance Day & Night Glutathione กลูต้าไธโอน ระดับฟาร์มาซูติคอลเกรด สูตรกลางวันและกลางคืน
สูตรกลางวัน ทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง ตอนเช้าในขณะท้องว่าง หรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 3 ชั่วโมง
สูตรกลางคืน ทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง หลังอาหาร หรือ ก่อนนอนในขณะท้องว่าง

GSH PRO® Men Glutathione กลูต้าไธโอน ระดับฟาร์มาซูติคอลเกรด สำหรับผู้ชาย และ นักเพาะกาย
รับประทาน วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 4 แคปซูล ในขณะท้องว่าง ก่อนออกกำลังกาย/ฝึกกล้ามเนื้อ 30-45 นาที
และ/หรือ หลังออกกำลังกาย/ฝึกกล้ามเนื้อทันที เพื่อให้ผลดีที่สุดควรรับประทานวันละ 8 แคปซูล
คำแนะนำควรรับประทานวิตามินบี 6 และเวย์โปรตีนร่วมด้วย 

Acerola 3000 mg. สารสกัดจากผลอะเซโรล่าเชอร์รี่เข้มข้น 3,000 มก.
รับประทานวันละ 1 ช้อนกาแฟ กับน้ำ 1/4 แก้ว หลังจากนั้นเติมน้ำผักหรือน้ำผลไม้ตามใจชอบ หรือน้ำเปล่า
ทานเวลาไหนก็ได้ แนะนำเช้า หรือ ก่อนนอน หรือทานพร้อม GSH, Alpha C

Alpha C® 1000 mg. (อัลฟ่าซี) วิตามินซี 1000 มก. ที่ไม่เป็นกรดผสมอัลฟ่าไลโปอิค
ทานวันละ 1 เม็ด
เช้าหรือก่อนนอน หรือทานพร้อม GSH, Acerola 3000

Selen E® 400IU (ซีลีนอี) วิตามินอีผสมซีลีเนียม
ทานวันละ 1 ซอฟท์เจล
ทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารเช้าทันที หรือทานพร้อม Omega 3-6-9, CoQ10QH™

Pycnogenol® 100 mg. พิคนอจเอ็นออล สารสกัดจากเปลือกสนแห่งป่าชายทะเลฝรั่งเศส
ทานวันละ 1 แคปซูล
ทานพร้อมน้ำ เวลาไหนก็ได้ หรือหลังอาหารทันที แนะนำตอนเช้าหรือก่อนนอน หรือทานพร้อม GSH, Alpha C

Grapeseed Extract 500 mg. สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
ทานวันละ 1 แคปซูล
ทานพร้อมน้ำ เวลาไหนก็ได้ หรือหลังอาหารทันที แนะนำตอนเช้าหรือก่อนนอน หรือทานพร้อม GSH, Alpha C

Right Age® 500 mg. ไรท์เอจ
อายุต่ำกว่า 35 ปี รับประทานวันละ 1 แคปซูล เช้าหรือก่อนนอน ก่อนอาหาร 30 นาที หรือขณะท้องว่าง
อายุมากกว่า 35 ปี วันละ 2 แคปซูล เช้าและก่อนนอน ก่อนอาหาร 30 นาที หรือในขณะท้องว่าง
หรือทานพร้อม GSH , Alpha C

CoQ10QH™ - Ubiquinol 100 mg.
ทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง
พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เช้า หรือ เย็น หรือทานพร้อม Selen E, Omega 3-6-9

Injuv ไฮยารูลอน
สองสัปดาห์แรกทานครั้งละ 2 ซอฟท์เจลวันละ 2 ครั้ง 
หลังจากนั้นทานครั้งละ 2 ซอฟท์เจล วันละ 1 ครั้ง
ทานพร้อมหรือหลังอาหาร หรือทานพร้อม Selen E, Omega 3-6-9, CoQ10QH™

HSN Hair Skin & Nails
ทานวันละ 1 หรือ 2 เม็ด
ทานพร้อมหรือหลังอาหาร หรือทานพร้อม Selen E, Omega 3-6-9

Krill Oil
ทานครั้งละ 1 ซอฟท์เจล วันละ 3 ครั้ง
พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เช้า กลางวัน เย็น หรือทานพร้อม Selen E, CoQ10QH™

Omega 3-6-9 (Flax+Borage+Fish Oil)
ทานครั้งละ 1 ซอฟท์เจล วันละ 3 ครั้ง
พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เช้า กลางวัน เย็น หรือทานพร้อม Selen E, CoQ10QH™

Weight-loss Speed Up เวทลอส สปีดอัพ รุ่นใหม่ 45 แคปซูล
ทานวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3 แคปซูล พร้อมน้ำเปล่า 1 แก้วเต็ม 360 มล.
ทานในขณะท้องว่าง ก่อนอาหาร 60 นาที และก่อนออกกำลังกาย  

สูตรดูแลผิวพรรณ ต้านอนุมูลอิสระ
กันแดด รังสียูวี ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวคล้ำแดด Pycnogenol + Grapeseed
หลุมสิว แผลเป็น ร่องริ้วรอยลึก Injuv
ผิวขาวใส GSH + Alpha C + Acerola 3000
ผิวนุ่มเนียน ชุ่มชื้นเปล่งปลั่ง สุขภาพดี Hair Skin and Nails + Omega 3-6-9
ต้านความแก่ชรา ริ้วรอยแห่งอายุ Selen E + CoQ10QH™ + Right Age

สูตรดูแล ผม ผิว และ เล็บ
Hair Skin and Nails
Omega 3-6-9

สูตรต้านความแก่ชรา บล็อคอายุ ผมหงอก
Alpha C
Selen E
CoQ10QH™
Right Age

Credit : 
http://www.transgendercity.com/forum/index.php?topic=93.0

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

นํ้ามันปลากับนํ้ามันตับปลาแตกต่างกันอย่างไร และมีประโยชน์อะไรต่อร่างกาย?

ผมกำลังเข้าสู่วัยทองที่จำเป็นจะต้องสรรหาสิ่งดีๆให้แก่ร่างกายเพิ่มเติมบ้างแล้วล่ะครับ แต่พอคิดจะเลือกหามารับประทานบ้างก็ปวดหัวหนักซะแล้ว เพราะมีคนมากมายแนะนำให้หาซื้อ "นํ้ามันตับปลา" (Cod Liver Oil) มาบำรุงร่างกาย แต่ก็ดันไปเจอ "นํ้ามันปลา" (Fish Oil) เข้าไปอีก เลยงงไปกันใหญ่ว่าอะไรกันแน่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราได้ดีกว่ากัน

คำตอบที่ดีที่สุด:  • น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง นิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้ง ฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ

น้ำมันตับปลานั้นส่วนใหญ่จะมีปริมาณวิตามิน เอ และดี ในปริมาณที่สูง และได้น้ำมันด้วย หากได้รับวิตามินเกินขนาด โดยเฉพาะวิตามินเอและดี ก็อาจเกิดพิษจากการสะสมวิตามินเกินความจำเป็น โดยมีอาการความดันในสมองสูง ปวดศีรษะ หิวน้ำ และปัสสาวะบ่อย ฯลฯ เป็นผลข้างเคียง ที่เกิดจากการรับประทานเกินขนาด

• น้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้ โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า3 คือ
- Eicosapentaenoic acid (EPA)
- Docosahexaenoic acid (DHA) 

สำหรับประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า3 ในทางการแพทย์คือ สามารถลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ใช้ในปริมาณสูงถึง 2 กรัมต่อวัน)
การใช้ลดการอักเสบในคนไข้โรครูมาตอยด์ที่มีอาการปวดข้อ การใช้เพื่อลดอาการคันและอักเสบในคนไข้โรคสะเก็ดเงิน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีอาการอักเสบร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประโยชน์ของ DHA กับการพัฒนาสมองและดวงตา โดยมีการนำ DHA ไปเสริมในนมสำหรับทารก หรือหญิงมีครรภ์ การใช้ในโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ที่พบในผู้สูงอายุ

จะปลาเล็ก..ปลาน้อย..ปลาตัวโต หากเรารับประทานปลาเป็นประจำ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือไขมันอุดตันก็จะน้อยกว่าคนทั่วไป ที่สำคัญ ยังมีผลวิจัยว่าสาร DHA มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะในส่วนของความจำ และการเรียนรู้ เพราะสาร DHA จะเข้าไปเสริมสร้างความเจริญเติบโต ของปลายประสาทที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแพง ๆ มารับประทาน เพราะแค่ปลาสด ๆ ที่วางขายในตลาดแถวบ้าน เช่น ปลาทู ปลาตะเพียน ก็มีสารอาหารเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว

รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรจึงจะปลอดภัย
1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha – linolenic acid สูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2 – 4 กรัม

* ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินอีในร่างกายลดลง

ควรทานดีหรือไม่ ?

อาหารเสริม คือ อาหารที่เสริมนอกเหนือจากอาหารมื้อหลักของเรา ส่วนใหญ่ใช้ในคนที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
แต่ถ้ารับประทานอาหารเพียงพอ และครบถ้วนแล้ว การทานอาหารเสริมก็ไม่จำเป็น (ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพงๆ)

ในการสร้างเซลสมอง ร่างกายจำเป็นที่จะต้องใช้ไขมัน 2 ชนิดคือ Omega-3 และ DHA ซึ่งพบมากในน้ำมันปลา (และในอาหารอื่นๆอีกหลายชนิด) แล้วเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ DHA เพื่อสร้างเซลสมองต่อไป
ซึ่งกระบวนการสร้างเซลสมองนี้ เกิดขึ้นในช่วงเด็กทารกจนถึงอายุประมาณ 5 ขวบ (สมอง เติบโตช่วงทารก - 5 ขวบ ส่วนหัวใจ เติบโตช่วงทารก - 20 ปี) ดังนั้นคนที่อายุมากกว่านี้ กินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก (แต่อาจจะได้ประโยชน์ในเรื่องของช่วยลดไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ)

ส่วนใหญ่จะใช้บำรุงเด็กเล็กๆ หรือตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยในอาหารเด็กหลายยี่ห้อ จะมีการผสมน้ำมันปลาลงไปด้วย
แต่จากการศึกษาพบว่า น้ำมันปลามีส่วนช่วยเรื่องความจำได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดกว่าปกติแต่อย่างใด และในเด็กเล็กๆ บางคนที่ไม่แข็งแรงก็อาจแพ้สารพิษจากน้ำมันปลาได้

สมองที่ดีอยู่ในร่างกายที่แข็งแรงครับ ฉะนั้นทำร่างกายเราให้แข็งแรง ทานอาหารเพียงพอและครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้มีสุขภาพที่ดี โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อที่ไหน จากนั้นเรื่องความจำและสมอง ให้หมั่นคิดบ่อยๆ ทำแบบฝึกหัด ยิ่งทำเยอะ ยิ่งเข้าใจ อ่านหนังสือ ไม่มีอะไรเกินความพยายาม

ยี่ห้อนี้จากนิวซีแลนด์ ได้รับารรับรองจากอย.  น้าเรากินอยู่เพราะหมอแนะนำ นางบอกเลิศจริงไรจริงจ้า
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอาหาร OMEGA3 DHA/Mini 500 มก.คือ น้ำมันปลาชนิดเดียวกับ OMEGA3 DHA 1000 มก.ทุกประการ หากแต่มีปริมาณน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อให้ เหมาะสำหรับเด็ก และผู้ที่กลืนเม็ดยายากด้วยเอกสิทธิ์การผลิตน้ำมันปลาที่มีความบริสุทธิ์สูงจาก “แหล่งปลา” ธรรมชาติในน่านน้ำทะเลปิดบริเวณเกาะใต้ของนิวซีแลนด์โดยใช้ปลาประจำชาติ “โฮกิ” ผสมกับน้ำมันปลาทูน่าสกัดเข้มข้นจนได้คุณสมบัติเฉพาะของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาโอเมก้า3 / ดีเอชเอของเอ็กซ์เท็นด์ไลฟ์ ที่โดดเด่นดังนี้
ความบริสุทธิ์: น้ำมันปลา โอเมก้า3 /ดีเอชเอ จากน่านน้ำทะเลปิด!  น้ำมันปลา โอเมก้า3 /ดีเอชเอ เอ็กซ์เท็นด์ไลฟ์กลั่นจากปลาโฮกิ (Hoki) ผสมปลาทูน่าที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำบริสุทธิ์ของทะเลซีกโลกใต้ที่ไร้การเดินเรือขนส่ง จึงมีสารเจือปนโดยเฉพาะสารโลหะหนักน้อยกว่าทุกแหล่งจนได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นน้ำมันปลาโอเมก้า3 / ดีเอชเอที่บริสุทธิ์ที่สุด
ความสดใหม่: ทานแล้วไม่เรอ! น้ำมันปลา โอเมก้า3 /ดีเอชเอของเรามีความสดสูงไร้สารแต่งกลิ่นและรสโดยวัดระดับความสดจากค่าสัมผัสออกซิเจนของน้ำมันปลาขณะผลิตหรือง่ายๆจากอาการเรอหลังทานเนื่องมาจากน้ำมันปลาที่มาจากปลาไม่สด ซึ่งเรากล้ารับประกันความสดของน้ำมันปลาทุกเม็ดยืนยันความสดใหม่ได้จากผลการวิเคราะห์จากห้องแล็ปรัฐบาลที่ประเทศนิวซีแลนด์Cawthron Laboratories และAgriquality Laboratories.
ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ: สูงกว่าถึงสองเท่าครึ่ง! น้ำมันปลานั้นโดดเด่นในการต้านการอักเสบในร่างกายซึ่งและน้ำมันปลาโอเมก้า3/ดีเอชเอของเอ็กซ์เท็นด์ไลฟ์เท่านั้นที่มีคุณประโยชน์นี้สูงกว่าน้ำมันปลา 'ธรรมดา’ ถึงสองเท่าครึ่งเราเรียกคุณประโยชน์ที่โดดเด่นนี้ว่า "X-Factor" ซึ่งได้จากการผสมน้ำมันปลาคุณภาพสูง 2 ชนิดเข้าด้วยกันคุณสมบัติต้านการอักเสบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนแพทย์ Wellington School of Medicine ที่ประเทศนิวซีแลนด์
ประสิทธิภาพทางชีวภาพ: ดูดซึมได้ง่ายกว่า ! น้ำมันปลา โอเมก้า3 /ดีเอชเอเรากลั่นในระดับโมเลกุลจึงคงสภาพน้ำมันปลาที่เป็นธรรมชาติ และรูปเข้มข้นซึ่งไม่ใช่รูปสังเคราะห์ดังเช่นที่พบในท้องตลาดทั่วไป
ดีเอชเอสูงถึง140 มก. จากโอเมก้า3 500 มก. กรดไขมันชนิดดีที่สำคัญใน OMEGA3 คือ DHA และ EPA หากแต่ DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์สมองและระบบประสาท นอกจากนี้เมื่อร่างกายต้องการใช้ EPA ร่างกายสามารถเปลี่ยน DHA ให้อยู่ในรูป EPA ได้ง่าย ในขณะที่การเปลี่ยนจาก EPA มาเป็น DHA นั้นทำได้ยากกว่า
หากคุณกำลังมองหาอาหารบำรุงสมองและกำลังพิจารณาว่าจะรับประทานน้ำมันปลาโอเมก้า3 ยี่ห้อไหนดี  ข้างล่างนี้คือ คำแนะนำที่อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้
1. แหล่งที่มาของการผลิตน้ำมันปลา
ปลาที่จะนำมาผลิตเป็นอาหารเสริมนั้น ต้องมีความบริสุทธิ์สะอาดมากกว่าการนำปลาที่นำมาบริโภคทั่วไปเพราะการสกัดน้ำมันปลาออกมานั้นเราได้คุณค่าสารสำคัญ เช่นกรดไขมันชนิดดีต่างๆ ในปริมาณมากกว่าการรับประทานปลาเป็นตัวๆแต่หากแหล่งที่มาของปลามีสารปนเปื้อนแล้วก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารปนเปื้อนนั้นเข้าไปในปริมาณสูงเช่นเดียวกัน
ระยะเวลา จากแหล่งปลาถึงแหล่งผลิตก็มีความสำคัญ หากใช้ระยะเวลานานดังเช่น การจับปลาบนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่และใช้เวลาอยู่บนเรือนับเป็นเดือนๆ ก็จะทำให้ปลาไม่สดซึ่งกรดไขมันจะเสื่อมคุณภาพนอกจากร่างกายจะไม่ได้รับประโยชน์จากกรดไขมันได้เต็มที่แล้วยังอาจเป็นสาเหตุของกลิ่นคาวอีกด้วย
2. ข้อมูลโภชนาการบนฉลาก เช่น ปริมาณ DHA และ EPA
ปริมาณกรดไขมันตัวที่ดี มีสัดส่วนที่เหมาะสมตามธรรมชาติของปลา ตั้งแต่ OMEGA 3,6 และ 9 โดย OMEGA3 ที่สำคัญได้แก่ DHA และ EPA อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้เลือกน้ำมันปลาที่มี DHA สูงเพราะร่างกายสามารถเปลี่ยน DHA เป็น EPA ได้ง่ายกว่า
3. ได้รับการรับรองจากองค์กร หรือหน่วยงานที่มีมาตรฐาน
อาหารเสริมที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย เช่น องค์การอาหารและยาไทย
4.  ผลงานวิจัย
ผลงานวิจัยที่ให้การรับรองถึงประสิทธิภาพในคุณสมบัติสำคัญของน้ำมันปลา เช่นการรักษาการอักเสบ เป็นสิ่งสำคัญ  ที่ยืนยันคุณภาพของน้ำมันปลานั้นได้

มาทำความรู้จักกับน้ำมันปลากันก่อนนะค่ะว่ามัน ฟิชออย คืออะไร? น้ํามันปลา หรือ Fish oil นั้นคือส่วนที่สกัดมาจากจากส่วนของเนื้อ หัว หนัง หาง ของปลานั้น โดยเฉพาะปลาในเขตพื้นที่หนาวๆค่ะ ซึ่งในน้ำปลาจะมีกรดไขมันอยู่หลายชนิดเลยทีเดียวที่จำเป็น น้ำมันปลาประกอบนั้นด้วยประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) และกรดไขมันโอเมก้า-6 (Omega-6) สำหรับกรดไขมันโอเมก้า-3 นั้นก็จะถูกจะแบ่งออกเป็น  DHA และ EPA เป็นหลักค่ะ ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมากมาย เพราะว่าร่างกายเรานั้นไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ต่ะ และต้องได้รับจากอาหารหรือ อาหารเสริม ที่เรากินเข้าไปเท่านั้นนะค่ะ

น้ํามันปลา ที่ดีควรมาจากปลาทะเล ตัวอย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคเคอเรล ปลาซาบะ ปลาไวท์ฟิช ปลาบลูฟิช ปลาแงโชวี่ ปลานิลทะเล ปลาดุกทะเล หอยกาบ ปลาชอคฟิช หอยพัด กุ้ง หอยนางรม ปลาหมึก ควรเป็นปลาที่มาจากทะเลจริงๆนะค่ะไม่ใช่เลี้ยงในบ่อนะค่ะ


วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีการบรรเทาปวดโรคเก๊าท์ และช่วย ลดขาบวมในโรคเก๊าท์ ได้

วิธีการบรรเทาปวดโรคเก๊าท์ และช่วย ลดขาบวมในโรคเก๊าท์ ได้ คำค้น : ลดขาบวมในโรคเก๊าท์ , วิธีการบรรเทาปวดโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์ ลดขาบวมในโรคเก๊าท์ พิมพ์ โรคเก๊าท์ เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการตกตะกอนของผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต ที่บริเวณข้อและรอบๆ ข้อพบบ่อยในชายกลางคน และวัยสูงอายุ มีความสัมพันธ์กับระดับของกรดยูริกในเลือด และระยะเวลาที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง อาการ และ อาการแสดง ปวด บวม แดงร้อน บริเวณข้อที่อักเสบ มักจะเป็นทีละข้อ เช่น ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า มีก้อนผลึกเกาฑ์บริเวณข้อ หรือปุ่มกระดูก ใบหู และผิวหนัง นำไปสู่การทำลายข้อในที่สุด การกระทบกระแทกต่อข้อ การใช้ข้อมาก การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาแอสไพริน การแกว่งของระดับยูริกในเลือด จากสาเหตุต่างๆ การใช้ยาลดกรดยูริกในเลือด ขณะที่มีการอักเสบเป็นต้น โรค หรือภาวะอายุรกรรมที่พบร่วม 1. นิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะ 2. โรคเบาหวาน 3. โรคความดันโลหิตสูง 4. โรคหัวใจขาดเลือด 5. โรคอ้วน 6. โรคไตทำงานบกพร่อง 7. ภาวะที่มีการหมุนเวียนของเซลล์สูง เช่น มะเร็ง การรักษาโรคเก๊าฑ์ 1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มียูริก แอลิคสูง 2. ลดปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้ข้อเสื่อม 3. การพักและลดการใช้ข้อลง 4. การใช้ยาต้านเก๊าฑ์ 5. การผ่าตัดเพื่อกำจัดก้อนผลึกเก๊าฑ์ หรือแก้ไขความพิการของข้อ คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าฑ์ 1. ดื่มน้ำมากๆ (ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน) 2. ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วนขึ้นควรลดน้ำหนักทีละน้อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่าหักโหม 3. ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยหลีกเลี่ยงอาหารทอดน้ำมันทุกชนิด 4. อาหารประเภทแป้ง ควรได้รับเพียงพอในรูปข้าวและผลไม้ต่างๆ ที่ไม่หวานจัด 5. ควรงด เบียร์ เหล้า ไวน์ 6. น้ำชา กาแฟ รับประทานได้ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป 7. ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด หรือหวานจัด รวมทั้งเครื่องดื่มโกโก้ ช็อกโกแลต 8. ควรงดเว้นอาหารที่ให้พลังงานมากๆ เช่น ขนมหวานต่างๆ หรือ อาหารทอด 9. ควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยในการลดน้ำหนักและไม่ทำให้ท้องผูก 10. ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ เพราะมักจะพบว่า โรคเก๊าฑ์ เบาหวาน และความดันสูงเป็นร่วมกันเสมอ ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเก๊าฑ์ 1. ยาลดอาการข้ออักเสบเก๊าฑ์ 2. ยาต้าน การอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ 3. ยาลดกรดยูริกในเลือด 4. นาสเตียรอยด์รับประทานหรือฉีด 5. ยาสเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อ ข้อควรระวังในการรักษาผู้ป่วยในระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน 1. ผู้ป่วยที่มีภาวะไตทำงานบกพร่อง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ 2. ยาลดกรดยูริก ไม่ควรเริ่มใช้ในระยะที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน 3. ผู้ป่วยได้รับยาลดกรดยูริกอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่ควรไปหยุดยาในระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลัน ที่มา www.phyathai-sriracha.com

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

มุนไพรไทย แก้โรคเก๊าท์


มุนไพรไทย แก้โรคเก๊าท์ พี่น้องที่เป็นโรคเก๊าท์ติดต่อ หมอถวัลย์
http://www.uthaiprasit.com/

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

ยา เรื่องของยาแผนปัจจุบัน กินมา 5 ปี แล้วก็เหมือนเดิม



 พบแพทย์ ที่ โรงพยาบาลมิชชั่น
พี่ตุ๊ ขาประจำมาแล้วพบแพทย์ ท่านเดิม ถาม ถาม ถาม แล้วก็จ่ายยา
1. ALLOPURINOL 300 MG(XANDASE)#30TAB
รับประทานครั้งละ1เม็ด วันละ1ครั้ง
หลังอาหารเช้า
ยาลดกรดยูริค
หมายเหตุ:หากเกิดผื่น ไข้สูง แสบตา/ปาก หยุดยาและพบแพทย์
2.INDOMETHACIN 25MG#20 TAB
รับประทานครั้งละ1เม็ด วันละ3ครั้ง
หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น
ยาแก้ปวด อักเสบกล้ามเนื้อ
3.COLCHICINE 0.6 MG#20TAB
รับประทานครั้งละ1เม็ด วันละ3ครั้ง
หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น
ยารักษาโรคเก๊าท์
4.ฉีดยาคลายกล้ามเนื้ออักเสบ 1 เข็ม
Voltacare 1 amp
Gouty Attack

แพทย์แนะนำ
ควบคุมอาหาร ไม่กินสัตว์ปีก ไก่ เป็ด ห่าน นก ไม่กินเครื่องในสัตว์ ทุกชนิด
ยอดผักสดทุกชนิด เด็ดยอดแล้วมีน้ำยางซึมไหลออกมา
ถั่วทุกชนิด งดเครื่องดื่มที่ มีแอลกอฮอ สุรา เบียร์ ไวน์ ยาดอง งด ปาร์ตี้ด้วยนะ ก็คงไปได้แต่ห้ามเต้นรำ
ลดน้ำหนัก
ออกกำลังกายพอควร พักผ่อนมากๆ

กลับบ้าน กินอาหาร กิยา รีบนนอน

ตื่นเช้า สบายไป เท้าบวมลดลง พอเดินได้แล้วดีใจ

วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2553

เก๊าท์คืออะไร

เก๊าท์คืออะไร

เก๊าท์เป็นโรคปวดข้อชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดปกติในการเผาผลาญสารพิวรีน (PURINE) ทำให้มีกรดยูริคในเลือดสูงขึ้น และตกตะกอนภายในข้อหรือระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีอาการปวดข้อ หรือนิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะได้ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เป็นโรคถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์



เก๊าท์มีอาการอะไรบ้าง ?

เก๊าท์จะมีอาการร่วมกันหลายอย่างดังนี้

1. เจาะเลือดพบกรดยูริคสูงกว่าปกติ ค่าปกติไม่เกิน 8 มก./ดล.
2. ข้ออักเสบมีอาการปวด บวม แดงร้อนบริเวณข้อ มักเป็นรุนแรงเป็นๆ หายๆ เป็นได้กับทุกข้อ แต่พบมากที่ข้อหัวแม่เท้า
3. พบนิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะ
4. พบก้อนขาวคล้ายหินปูนเรียกว่า โทไฟ (TOPHI) เกิดจากการสะสมของผลึกยูเรต (URATE) ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริค (URIC ACID) ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น เส้นเอ็น กระดูกอ่อน (พบบ่อยที่หู) หรือตามข้อต่างๆ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์เกือบทุกราย จะมีกรดยูริคในเลือดสูงร่วมกับอาการดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่เจาะเลือดแล้วพบว่ามีกรดยูริคในเลือดสูง แต่ไม่มีอาการปวดข้อ หรือเจาะข้อไม่พบผลึกของเกลือยูเรตในน้ำ และไขข้อไม่ควรเรียกว่า โรคเก๊าท์ อาจจะเป็นแค่กรดยูริคในเลือดสูงเท่านั้น

ทำอย่างไรจึงจะทราบว่าเป็นโรคเก๊าท์ ?

1. เมื่อมีอาการปวดข้อควรไปพบแพทย์ เพื่อซักประวัติโดยอาศัยอาการหลายๆ อย่างร่วมกัน เช่น มีอาการอักเสบของข้ออย่างเฉียบพลัน มักเป็นที่หัวแม่เท้า เป็นๆ หายๆ พร้อมกับเจาะเลือดดูกรดยูริค ถ้าสูงมากกว่า 8 มก./ดล. ถือว่าผิดปกติ เมื่อให้ยาบางชนิดไปรับประทานอาการปวดข้อก็จะหายไปภายใน 48 ชั่วโมง
2. เจาะน้ำไขข้อมาตรวจดูผลึกเกลือยูเรต (MONOSODIUM URATE)
3. เอกซเรย์ข้อที่ปวด

โรคเก๊าท์รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?

โรคเก๊าท์รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถควบคุมโรคนี้ได้ โดยการรักษาการอักเสบของข้อ พักการใช้ข้อที่ปวด พร้อมกับรับประทานยาป้องกันโรคแทรกซ้อนด้วยการควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่มีพิวรีนให้น้อยลง ในรายที่มีนิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะ ต้องผ่าตัด และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง

ถ้าไม่รักษาจะเกิดผลเสียอย่างไร? ถ้าไม่รักษาจะเกิดผลดังนี้

1. ปวดข้อเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ต้องทุกข์ทรมานจากการปวดข้อ
2. ข้อพิการจากการมีผลึกยูเรตตามเนื้อเยื่อต่างๆ และตามข้อ ทำให้มีปุ่มก้อนตามตัว
3. เกิดนิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะและไตวายถึงแก่ชีวิตได้
4. โรคหรือภาวะร่วมจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น อ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

การรักษาโรคเก๊าท์ทำอย่างไร ?

ปัจจุบันมีการรักษาโรคเก๊าท์ ดังนี้

1. ขั้นแรก ถ้ามีอาการอักเสบของข้อต้องรีบรักษาโดยให้ยาลดการอักเสบ
2. ให้ยาลดกรดยูริคเพื่อป้องกันอาการกำเริบของข้ออักเสบ
3. รักษาโรคหรือสภาวะร่วมที่อาจจะมี เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะกรดยูริคสูงขึ้น
4. ให้ความรู้เรื่องโรคเก๊าท์และให้คำปรึกษา เพื่อผู้ป่วยปฏิบัติตนในการควบคุมรักษาโรคได้ดีขึ้น

เมื่อเป็นโรคเก๊าท์ควรปฏิบัติตนอย่างไร ?

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นโรคเก๊าท์หรือภาวะมีกรดยูริคในเลือดสูง

1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล
2. ควบคุมอาหารโดยงดรับประทานอาหารที่ทำให้กรดยูริคสูง เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด สัตว์ปีกทุกชนิด ยอดผักบางชนิด เช่น ยอดกระถิน ชะอม แตงกวา
3. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเบียร์ เพราะอาจจะทำให้การสร้างกรดยูริคสูงขึ้น และการขับถ่ายกรดยูริคทางไตน้อยลง

สรุป

เก๊าท์เป็นโรคปวดข้อชนิดหนึ่งสามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดความพิการของข้อหรือนิ่วได้

ปริมาณสารพิวรีนในอาหารต่างๆ (ในปริมาณอาหาร 100 กรัม)

อาหาร มิลลิกรัม อาหาร มิลลิกรัม
เครื่องในไก่ 290 ผักตำลึง 89
ถั่วเหลือง 263 เนื้อ 83
ชะอม 247 ถั่วลิสง 74
ตับ 241 หมู 70
กระถิน 226 ดอกกะหล่ำ 68
ถั่วแดง 221 ผักบุ้ง 54
ถั่วเขียว 213 ปลาหมึก 53
กึ๋น 212 หน่อไม้ 47
กุ้ง 205 ถั่วฝักยาว 41
ปลาดุก 194 ถั่วลันเตา 41
ถั่วดำ 180 ต้นกระเทียม 39
ไก่ 157 ผักคะน้า 34
เซ่งจี้ 152 ผักบุ้งจีน 33
ใบขี้เหล็ก 133 ถั่วงอก, ถั่วแขก 28
สะตอ 122 ถั่วพู 19


แหล่งข้อมูล : www.ramaclinic.com

เผยแพร่โดย เก๊าท์แดก ดอท คอม www.goutdak.com

วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

โรคเก๊าท์ - แนวทางในการรักษาโรค

แนวทางในการรักษาโรค การรักษาโรคเก๊าท์ในปัจจุบัน อาศัยหลักสำคัญ 3 ประการ
1.รักษาอาการข้ออักเสบเฉียบ พลันให้หายเร็วที่สุด โดยเน้นที่เริ่มให้ยาทันที เลือกใช้ยาลดการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ ในขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม และระมัดระวังผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดขึ้นพึงระลึกไว้เสมอว่าการรักษา อาการข้ออักเสบจนหาย ไม่ได้หมายความว่ารักษาโรคเก๊าท์หายแล้ว ผลึกของกรดยูริคยังคงอยู่ภายในข้อ และอาจก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้

2.ป้องกันไม่ให้เกิดการ อักเสบของข้อจากผลึกของกรดยูริค โดยการใช้ยาลดการอักเสบขนาดต่ำต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

3.รักษาภาวะกรดยูริคสูงใน เลือด และป้องกันไม่ให้โรครุนแรงมากขึ้น โดยแก้ไขปัญหาทางเมตาบอลิกไปพร้อมๆ กัน

การรักษาในระยะเฉียบพลัน

1.จุดประสงค์เพื่อรักษา อาการข้ออักเสบเฉียบพลันให้หายเร็วที่สุด โดยเน้นที่เริ่มให้ยาทันที เลือกใช้ยาลดการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ ในขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม และระมัดระวังผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดขึ้น

2.ยาต้านการอักเสบชนิดที่ ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น อินโดเมธาซิน (indomethacin) อินโดเมธาซิน (indomethacin) รับประทานในขนาด 50 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 2-3 วัน จากนั้นลดขนาดลงเป็น 25 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4-10 วัน

3.ยาโคลชิซิน (colchicine) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์มาเป็นเวลานาน ได้ผลดีเมื่อให้ยาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของอาการ โดยใช้ยาในขนาด รับประทานวันละไม่เกิน 3 เม็ด เช่น 1 เม็ดหลังอาหาร 3 มื้อ จะทำให้ผู้ป่วยหายจากข้ออักเสบในเวลา 1-2 วัน ที่สำคัญคือ ต้องระวังผลข้างเคียงเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย บางครั้งอาจมีผู้แนะนำให้กินยาโคลชิซิน 1 เม็ด ทุกชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด หรือจนกว่าจะท้องเสีย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่กินยาด้วยวิธีนี้ มักจะท้องเสียก่อนหายปวดเสมอ

4.การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) พบว่ามีประสิทธิภาพดี ทั้งรูปยารับประทาน ยาฉีดเข้าเส้นเลือด ยาฉีดเข้ากล้าม และยาฉีดเข้าข้อ เพรดนิโซโลน (prednisolone) รับประทานในขนาด 30 มิลลิกรัม ทุกวัน ค่อยๆลดขนาดลงจนสามารถหยุดยาได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ เมธิลเพรดนิโซโลน (methylprednisolone) ขนาด 40 มิลลิกรัม ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือด ไทรแอมซิโนโลน (triamcinolone) ขนาด 40 มิลลิกรัม ใช้ฉีดเข้ากล้าม

5.การพักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำมากๆ พักการใช้ข้อ ยกส่วนที่ปวดบวมให้สูง และประคบด้วยความเย็น พบว่าช่วยให้อาการอักเสบหายเร็วขึ้นกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว

6.หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด แอสไพริน ยาขับปัสสาวะ อาหารที่มีพิวรีนสูง แอลกอฮอล์ และไม่ให้ยาลดกรดยูริคขณะที่มีอาการข้ออักเสบ

การรักษาภาวะกรดยูริคสูงในเลือด
1.การรักษาระยะยาว โดยใช้ยาลดกรดยูริคในเลือด โดยถือหลักการว่า ถ้าเราลดระดับยูริคในเลือดได้ ต่ำกว่า 7 มก./ดล. จะทำให้ยูริคที่สะสมอยู่ละลายออกมา และขับถ่ายออกจนหมดได้ ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาลดกรดยูริคในเลือด ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการ >3 ครั้งต่อปี, ผู้ที่มีก้อนโทฟัส และผู้ที่มีนิ่วกรดยูริค

2.ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ขนาด 100-300 มก. กินวันละครั้ง ยานี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง กินยาสม่ำเสมอ และกินไปนานอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อกำจัดกรดยูริคให้หมดไปจากร่างกาย การกิน ๆ หยุด ๆ จะทำให้แพ้ยาได้ง่าย ซึ่งเป็นผื่นผิวหนังชนิดรุนแรง

3.ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่นิยม ใช้เช่นกัน คือ โปรเบเนซิด probenecid ขนาด 250 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง เพิ่มขนาดยาสูงสุดได้ถึง 1500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

4.ร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ พบว่าการขับกรดยูริคออกทางไตลดน้อยลง ยาที่เพิ่มการขับกรดยูริค เช่น โปรเบเนซิด (probenecid) และ ซัลฟินพัยราโซน (sulfinpyrazone) จึงได้รับความนิยมที่จะใช้เป็นยาตัวแรกมากกว่า ในกรณีที่การทำหน้าที่ของไตเริ่มบกพร่อง การใช้ยาเบนซโบรมาโรน (benzbromarone) จะได้ผลดีกว่า

5.ในปี 2005 ได้มีรายงานผลการรักษาด้วยยาลดกรดยูริคในเลือดชนิดใหม่ 2 ชนิด คือ uricase และ febuxostat พบว่าได้ผลดีมาก ผลข้างเคียงน้อยกว่ายาชนิดเก่าที่เคยใช้กันมา

นอกจากการใช้ยาลดระดับกรดยูริกใน เลือดแล้ว ยังควรปฎิบัติตัวตามนี้

1.หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิด กรดยูริกสูงในกระแสเลือด เช่น ภาวะอ้วน มีไขมันสูงในกระแสเลือด โดยเฉพาะพวกไทรกลีเซอรัยต์ การรับประทานอาหารพวกเครื่องในสัตว์

2.พยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะ นำของแพทย์ และทานยาตามที่แพทย์สั่ง ข้อสำคัญควรไปหาแพทย์เพื่อรับตรวจรักษาอยู่สม่ำเสมอ

3.ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนิน ชีวิตบางประการ โดยเริ่มแรกต้องลดน้ำหนัก ลดระดับไขมันในเลือด งดอาหารพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะ เครื่องใน เช่นตับ งดอาหารทะเล ถั่วชนิดต่างๆ รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเพิ่มปริมาณการสร้างกรดยูริกและลดการขับถ่าย กรดยูริกออกจากร่างกาย

4.ควรดื่มน้ำมากๆ เพราะภาวะร่างกายขาดน้ำย่อมทำให้เกิดอาการข้ออักเสบได้ พยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน ที่เป็นอันตรายต่อข้อโดยเฉพาะเรื่องการใส่รองเท้าคับเกินไป


แหล่งข้อมูล : www.bangkokhealth.com
เผยแพร่โดย GoutDak เก๊าท์แดก
eMail:goutdak@gmail.com

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

อาหาร กับ โรคเก๊าต์

อาหาร กับ โรคเก๊าต์

คุณรู้ไหมว่า ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการกินของเรา เพราะว่าถ้ากินไม่ดี ก็เกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ารู้จักเลือกกินให้เหมาะสม จะทำให้คุณสามารถห่างไกลโรคได้ ซึ่งโรคเกาต์ ก็เป็นอีกโรคหนึ่ง ที่เกิดจากปัญหาในเรื่องอาหารการกิน วิธีการป้องกันและบรรเทา อาการเจ็บป่วยจากโรคเกาต์ที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีพิวรีนสูง เพราะว่าจะทำให้เกิดการอักเสบของข้อขึ้นอีก

โรคเกาต์ เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกัน ของกรดยูริกภายในข้อ และประกอบกับการที่มีปริมาณกรดยูริกสูงด้วย คนแต่ละวัย ก็มีระดับกรดยูริกในเลือดที่แตกต่างกันได้ เช่น ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน จะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนในวัยอื่นๆ และนอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคเกาต์ มากกว่าผู้หญิงอีกด้วย

โดยปกติแล้ว ร่างกายจะได้กรดยูริกมาจาก 2 แหล่ง คือ

1.ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง โดยการสลายตัวของเซลล์ตามอวัยวะต่างๆ แต่ในบางคนที่ป่วยเป็นโรค เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ธาลัสซีเมีย จะทำให้มีการสลายตัวของเซลล์ ในร่างกายที่มาผิดปกติ

2. จากการกินอาหารบางชนิดที่ สารพิวรีนสูง ซึ่งสารชนิดนี้เมื่อกินเข้าไปแล้ว จะย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริก ซึ่งสารพิวรีนนี้พบมากใน เนื้อสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ





คนที่เป็นโรคเกาต์ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการจะค่อยๆ กำเริบ โดยเจ็บปวดที่ข้อเดิมก่อน แล้วจะเป็นที่ข้ออื่นๆ ตามมา จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อทั่วร่างกาย อาการปวด จะถี่ขึ้นและนานขึ้น จนเกิดอาการปวดตลอดเวลา ถ้าควบคุมไม่ได้ จะพบว่า ข้อที่เคยอักเสบบ่อยๆ กลายเป็นปุ่มก้อนขึ้นมา เนื่องจากการสะสมของ กรดยูริกภายในข้อจำนวนมาก จนบางครั้ง ข้อที่ปวดนั้น เกิดการแตกออก และมีสารขาวๆ คล้ายชอล์ก หรือยาสีฟัน ไหลออกมากลายเป็นแผลเรื้อรัง และในที่สุดข้อต่างๆ จะค่อยๆ พิการ และใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดนิ่วในไตตามมาได้อีกด้วย


• อาหารที่มีพิวรีนน้อย ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ผัก และผลไม้เกือบทุกชนิด (0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)

• อาหารที่มีพิวรีนปานกลาง ได้แก่ ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู เนื้อวัว ปลากะพงแดง ปลาหมึก ปู ถั่วลิสง ถั่วลันเตา หน่อไม้ ใบขี้เหล็ก สะตอ ผักโขม (50-100 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)

• อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา เห็ด (150 มิลลิกรัมขึ้นไปต่ออาหาร 100 กรัม)

วิธีป้องกันและบรรเทา อาการเจ็บป่วยจากโรคเกาต์ที่ดีที่สุด คือ การระมัดระวัง ในการเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีพิวรีนสูง เพราะว่าจะทำให้เกิด การอักเสบของข้อขึ้นอีก อาหาร ที่ผู้เป็นโรคเกาต์ ควรรับประทานให้มากคือ

1.อาหารจำพวกข้าว แป้ง เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ ในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผาผลาญโปรตีน ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ เพื่อให้เป็นพลังงาน เพราะว่าการเผาผลาญโปรตีนในลักษณะนี้ จะทำให้มีการสลายกรดยูริกออกมา ในกระแสเลือดมากขึ้น

2.คนเป็นโรคเกาต์ ควรระวังไม่รับประทานอาหาร จำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะว่าเนื้อสัตว์ เป็นแหล่งของโปรตีน ทำให้เกิดกรดยูริกได้มาก เช่นเดียวกันกับการทานอาหารไม่เพียงพอ แล้วร่างกายใช้โปรตีน ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อนั่นเอง จะทำให้เกิดอาการกำเริบได้

3.การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยป้องกันการสะสมของกรดยูริก และทำให้เกิดการขับกรดยูริก ทางปัสสาวะมากขึ้น และสามารถป้องกัน โรคนิ่วในไตได้อีกด้วย

4.นอกจากนี้ การรับประทานผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ ให้มากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้ปัสสาวะมีสภาวะเป็นด่าง ลดความเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการขับปัสสาวะมากขึ้น



เมื่อรู้ว่าเป็นโรคเกาต์แล้ว ควรปฏิบัติตนอย่างไร กินอาหารอย่างไร อะไรที่กินได้ อะไรที่ควรหลีกเลี่ยง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดลงได้ และช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดอาการเรื้อรังได้อีกเช่นกัน ดังนั้น หันมาใส่ใจกับอาหาร ที่เรากินกันเสียตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ


แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 74 สิงหาคม 2549
เผยแพร่โดย GoutDak เก๊าท์แดก
eMail:goutdak@gmail.com

ส่งมาเพียบเลย อ่านซะ...............พี่น้อง..................................

สวัสดีพี่น้องเอ๋ย..............เอ๋ย...........
ยังสบายดีกัน หรือเปล่าว............ร้อนใหม? พี่น้อง....................ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ...........
ก็มีสิทธิ์ เก๊าท์แดก ได้เหมือนกัน..................นะพี่น้อง........................



"โรคเก๊าท์" เป็นอาการผิดปกติของร่างกายอันเนื่องมาจากการกินชนิดอิ่มหมีพีมันเกินไป กินดีอยู่ดีเกินไป และไม่ค่อยไม่ออกกำลังกาย ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ชายในวัยประมาณ 40 ปี แต่ถ้าเกิดในผู้หญิงมักจะพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้ว

สาเหตุของโรค

เกิดจากกระบวนการใช้ และขับถ่ายสารพวกพิวรีนของร่างกายผิดปกติไป พิวรีนเป็นธาตุอาหารที่พบได้ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี เครื่องในสัตว์ (ตับ, เซี่ยงจี้) เป็นต้น ซึ่งจะถูกย่อยจนกลายเป็นกรดยูริค และจะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการ สร้างขึ้นพอดี สำหรับบางรายที่กรดยูริคถูกสร้างขึ้น แต่ไตทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาได้ช้า หรือเร็วก็ตามจะทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บปวดอย่างรุนแรงในข้อกระดูกหรือรอบ ๆ ข้อกระดูก โรคนี้สามารถถ่ายทอดกันได้ทางกรรมพันธุ์

อาการของโรค

มีอาการปวด บวม แดง ร้อนตามข้อ และเจ็บ อาจรุนแรงจนถึงกับเดินไม่ได้ก็มี อาการนี้จะเป็น ๆ หาย ๆ จะทิ้งช่วงระยะเวลาเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้ ซึ่งอาการปวดอาจจะเป็นข้อเดียวหรือหลายข้อพร้อมกันก็ได้ ข้อที่เป็นบ่อย เช่น ข้อเท้า ข้อหัวแม่เท้าหรือหัวข้อเข่า นอกจากอาการปวดตามข้อแล้วอาจมีอาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน

การรักษา

โรคนี้เป็นแล้วโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้มีน้อย ต้องรับการรักษาไปตลอดชีวิต ทั้งนี้เพราะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม วิธีที่จะช่วยได้ดีที่สุด คือ พยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ และทานยาตามที่แพทย์สั่ง

ข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

เป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อยที่ท่านสามารถจะอยู่เป็นปกติสุขได้ ถ้าเพียงแต่ท่านจะปฏิบัติตนกลาง ๆ อย่างพอสัณฐานประมาณ เพื่อบรรเทา และควบคุมอาการของโรคเก๊าท์ ท่านควรปฏิบัติตน ดังนี้
รับประทานอาหารตามปกติ และให้ร่างกายได้รับคุณค่าอาหารที่เพียงพอ ไม่ควรรับประทานมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่ควรรับประทานชนิดของอาหารตามที่แพทย์สั่งห้าม
นอนหลับให้เพียงพอ การที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดฉับพลันได้ง่าย
สวมรองเท้าขนาดพอเหมาะ ความชอกช้ำที่ร่างกายได้รับ เช่น จากการสวมรองเท้าที่คับเกินไป จะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้
ควบคุมน้ำหนักของร่างกาย การที่น้ำหนักตัวมากเกินไปหรืออ้วนเกินไปจะทำให้การรักษาโรคเก๊าท์ยุ่งยาก ซับซ้อน และอาจทำให้อาการโรครุนแรงยิ่งขึ้น
ควรดื่มน้ำมาก ๆ ผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์มักจะมีก้อนนิ่วเกิดขึ้นในไตได้ง่าย การดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (ประมาณ 2 ลิตร) จะช่วยได้มากในเรื่องนี้
ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง เมื่อจะเดินทางไกล ควรนำยาติดตัวไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงจากปัญหายาหมด
ควรแจ้งให้ศัลยแพทย์ทราบว่าท่านเป็นโรคเก๊าท์ ในกรณีที่ท่านจะได้รับการผ่าตัด แม้การผ่าตัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้ จึงควรแจ้งให้ศัลยแพทย์ทราบก่อนทำการผ่าตัด เพื่อศัลยแพทย์จะได้หามาตรการบางอย่างเพื่อปฏิบัติต่อไป

ข้อพึงงดเว้น

อย่าเอาความวิตกกังวลไปเป็นเพื่อนนอน เพราะความวิตกกังวลจะทำให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้
อย่างออกกำลังกายหักโหม ควรปฏิบัติหน้าที่การงานหาความเพลิดเพลิน และออกกำลังกายตามที่ท่านเคยปฏิบัติมา แต่อย่าให้มากเกินไป
อย่าปล่อยให้ร่างกายได้รับความเย็นมากเกินไป ผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์มักทนต่อความเย็นไม่ค่อยได้ ฉะนั้น จึงควรใช้เครื่องนุ่งห่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายพอสมควร
อย่างรับประทานยาอื่นใดนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง ก่อนที่จะปรึกษากับแพทย์ของท่าน เพราะยาบางอย่างอาจออกฤทธิ์ตรงข้ามกับฤทธิ์ของยารักษาโรคเก๊าท์
อย่าดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์มากจนเกินไป ปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้ ขอให้ท่านปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์

อาหารกับโรคเก๊าท์
เป็นหลักที่ถือปฏิบัติกันทั่วไปว่าผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ควรหลีกเลี่ยงจากของรับประทานที่มีธาติอาหารพิวรีน (Purines) สูง อาหารพวกนี้ เช่น ตับอ่อน (Sweetbreads) ตับ เซ่งจี๊ ม้าม ลิ้น นอกเหนือไปจากนี้แล้วก็ไม่มีกฎตายตัวอะไรสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานได้เช่นปกติ แต่บางรายอาจต้องจำกัดการรับประทานพวกธาติอาหารพิวรีนดังกล่าว ซึ่งก็สุดแต่แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าท่านจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ต้องการหรือต้องจำกัด หรือต้องงดอาหารประเภทใดบ้าง ก็ขอให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ข้อแนะนำในการจำกัดสารอาหารพิวรีน

อาหารที่ต้องงด

พวกเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ตับอ่อน หัวใจ ไส้ สมอง เซ่งจี๊
กะปิ
ปลาซาดีน, ปลาซาดีนกระป๋อง
ไข่ปลา
น้ำซุบสกัดจากเนื้อสัตว์, น้ำเคี่ยวเนื้อ (Meat extracts)
น้ำเกรวี (Gravies)

อาหารที่ต้องลด (ต้องจำกัด)
เนื้อสัตว์ (เหลือวันละมื้อ)
ปลาทุกชนิด และอาหารทะเลอื่น ๆ เช่น กุ้ง หอย ปู (เหลือวันละมื้อ)
เบียร์ และเหล้าต่าง ๆ
ถั่วบางอย่าง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา
ผักบางอย่าง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง, แอสพารากัส, กระหล่ำดอก, ฝักขม, เห็ด
ข้าวโอ๊ต
ข้าวสาลีที่ไม่ได้สีเอารำออก (Whole-wheat cereal)

อาหารที่รับประทานได้ตามปกติ
ข้าวต่าง ๆ (ยกเว้นข้าวโอ๊ต, ข้าวสาลีที่ไม่ได้สีเอารำออก)
ผัก (ยกเว้นชนิดที่ระบุให้จำกัด)
ผลไม้
น้ำนม
ไข่
ขนมปังเสริมวิตามิน
เนย และเนยเทียม
าหารอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุให้งด หรือให้จำกัด

โรคเก๊าฑ์ โดยนพ.สุเมธ เถาหมอ


สวัสดีพี่น้องเอ๋ย..............เอ๋ย...........
ยังสบายดีกัน หรือเปล่าว............ร้อนใหม? พี่น้อง....................ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ...........
ก็มีสิทธิ์เก๊าท์แดกได้เหมือนกัน..................นะพี่น้อง........................


ทานอาหารเช้า ทานยาตามหมอสั่ง ดื่มน้ำมากๆหน่อย เปิดอีเมลมา พบ ท่านผู้ร่วมชะตากรรมเก๊าท์ แดก เหมือนกัน ส่งบทความมาให้

ขอขอบคุณทุกท่านที่ส่งบทความมาให้
ท่านใดมีคำแนะนำ เกี่ยวกับโรคเก๊าท์ และวิธีการรักษา เพื่อเป็นวิทยาทาน ให้กับผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้
ก็ ส่งมาที่ พี่ตุ๊ eMail:goutdak@gmail.com



ความรู้สุขภาพ
โรคเก๊าท์และการดูแลอาหารของผู้ที่เป็นโรค เก๊าท์



โรคเก๊าฑ์ โดยนพ.สุเมธ เถาหมอ


โรคเก๊าท์ เกิดจากภาวะที่กรดยูริคในเลือดมีปริมาณสูงเกินไป เกินกว่าที่จะสามารถอยู่ในเลือดในรูปสารละลายได้ จึงมีการตกตะกอนสะสมอยู่ตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในที่ที่มีอากาศเย็นกว่าบริเวณอื่น เช่น ตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบ หรือ ตามศอก นิ้ว ติ่งหู ตาตุ่ม หลังเท้าทำให้เกิดปุ้มก้อนเกิดขึ้น

สาเหตุ

สาเหตุของเก๊าท์ เกิดเนื่องจากร่างกายมีกรดยูริคสูงเกิน เป็นเวลานาน สำหรับผู้ชาย ระดับยูริคจะสูงตั้งแต่ ในช่วงวัยรุ่น แต่ผู้หญิงด้วยฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศ จะไม่สูง แต่จะสูงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนแล้ว ระดับยูริคที่สูงจะไม่ทำให้เกิดอาการ แต่จะสะสมตกตะกอน
ไปเรื่อย ๆ จนเริ่มมีอาการทางข้อเมื่อกรดยูริค ในเลือดสูงไปประมาณ 10-20 ปีแล้ว
ยู ริคในเลือดที่สูงกว่าร้อยละ 90 เกิดจากร่างกายผลิตเอง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องให้ผู้ป่วย โรคเก๊าท์งดอาหารใด ๆ ที่มียูริคสูงเลยและการกินอาหารที่มียูริคสูง (ที่คนทั่วไปเข้าใจกันเช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก) ก็ไม่ได้ทำให้ เกิดโรคเก๊าท์แต่อย่างใดและเนื่องจากโรคเก๊าท์มักเป็นในผู้ป่วยที่มี อายุค่อนข้างมาก ซึ่งมักจะมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง ซึ่งจำเป็นต้องงดอาหารหวาน อาหารเค็มอยู่แล้ว การให้ผู้ป่วยเก๊าท์งดอาหารอีก จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถกินอาหารอะไรได้เลย (ยกเว้นไปกินแกลบ กินหญ้า) เป็นการทรมานผู้ป่วยเปล่า ๆ

อาการ

อา การของเก๊าท์ที่สำคัญคือ ข้ออักเสบ มักเกิดที่บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า เป็นต้น โดยข้อที่อักเสบ จะบวม แดง ร้อน และปวดมาก ชัดเจน (ถ้าข้อที่ปวด ไม่บวม แดง ร้อน หรือมีอาการไม่ชัดเจนให้สงสัยไว้ ก่อนว่าไม่ใช่เก๊าท์) โดยมากมักเป็นข้อเดียวและมีอาการอักเสบอยู่ประมาณ 5-7 วัน อาการจะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เอง จนหายสนิท ระหว่างที่ไม่มีอาการ จะไม่มีความผิดปกติใด ๆ ให้เห็น เมื่อข้ออักเสบขึ้นใหม่ จะมีอาการเช่นเดิมอีก อาการจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นมากขึ้น อาการข้ออักเสบจะเป็นมากขึ้นหลายข้อมากขึ้น เป็นนานและรุนแรงขึ้น รวมทั้งเกิดปุ่มก้อนของยูริค สะสมมากขึ้น ผู้ป่วยระยะนี้มักมีไตวายร่วมด้วย

การรักษาเก๊าท์แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่

1. การรักษาข้ออักเสบ ในช่วงนี้แพทย์จะใช้ยาลดการอักเสบของข้อก่อน โดยใช้ยา โคลชิซิน หรือยาแก้ปวดลดอักเสบ หรือใช้ร่วมกัน เพื่อลดอาการปวดข้อและอักเสบ ยาโคลชิซินโดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ ไม่เกินวันละ 3-4 เม็ด โดยกินยาทุก 4 ชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด

การใช้ยาตามคำแนะนำของต่างประเทศที่ว่าให้ กินทุก 1 ชั่วโมงจนหายปวดหรือจนเกิดผลข้างเคียงคือท้องเสียนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะข้อไม่เคยหายอักเสบก่อนท้องเสียเลย ดังนั้นผู้ป่วยจะท้องเสียทุกรายและมีความรู้สึก ที่ไม่ดีต่อการใช้ยานี้ การกินยาไม่เกิน 3-4 เม็ดต่อวัน โอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้ น้อยมาก ผู้ป่วยเก๊าท์ในระยะข้ออักเสบ ห้ามนวด! เด็ดขาด เพราะจะทำให้ข้ออักเสบเป็นรุนแรงขึ้นหายช้าลงได้

2. การลดกรดยูริคในเลือด โดยใช้ยาลดกรดยูริค ในผู้ป่วยที่มีข้ออักเสบมากกว่า 1 ครั้ง ควรให้ยาลดกรดยูริคถ้าทำได้ การกินยาดังกล่าวจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอไปนานหลายปี ทั้งนี้เพื่อลดระดับยูริคในเลือดลง ทำให้ตะกอนยูริคที่สะสมอยู่ละลายออกจนหมดผู้ป่วยจะสามารถหายจากโรคเก๊าท์ได้ แต่ข้อควรระวังคือ

- ยาลดกรดยูริค มีผลข้างเคียงที่แม้จะพบไม่มากแต่สำคัญ คือทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง และลอก เป็นอันตรายมาก
การกินยาไม่สม่ำเสมอ กิน ๆ หยุด ๆ เสี่ยงต่อการแพ้ยามาก ดังนั้นผู้ป่วยที่ไม่สามารถจะกินยาสม่ำเสมอได้ ไม่แนะนำให้กินยา
- เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นเก๊าท์ ให้การวินิจฉัยโดยลักษณะอาการทางคลินิค ไม่ได้อาศัยการเจาะตรวจยูริคในเลือด

ดัง นั้นผู้ที่เจาะเลือดแล้วมียูริคสูง ไม่ได้บอกว่าเป็นเก๊าท์ ถ้าไม่มีอาการข้ออักเสบแบบเก๊าท์มาก่อน ไม่จำเป็นต้องรักษา

มีผู้ เข้าใจผิดอยู่มาก โดยให้กินยาลดกรดยูริคเมื่อตรวจพบเพียงแต่ยูริคในเลือดสูง เพราะยูริคในเลือดสูง ไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุกราย แต่การกินยาจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาข้างต้นได้





อีกบทความหนึ่งวึ่งจะกล่าวถึงการดูแลเรื่องอาหารของผู้ที่ เป็นโรคเก๊าท์ด้วย

โรคเก๊าท์ เกิดจากการเผาผลาญพิวรีนในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีกรดยูริคคั่งในเลือดสูงแ ลตามข้อเล็ก ๆ และอวัยวะบางแห่ง อาจเกลือโซเดียมยูเรตเกาะอยู่ทำให้เกิดอาการที่อวัยวะนั้นๆ ส่วนมากอากาศจะเกิดเป็นครั้งคราว มักจะกำเริบมากขึ้น เมื่อบริโภคอาหารพวก นิวคลีโอโปรตีน และไขมันมาก หรือขณะดื่มแอลกอฮอล์และการออกกำลังกาย ทำให้กรดยูริคมากขึ้น

การกรดยูริคในร่างกายเกิดได้ 2 ทางคือ


1.เกิด จากกสารพิวรีน หรือนิวคลิโอโปรตีน ที่เป็นส่วนประกอบของอาหารที่บริโภคส่วนนี้เป็นกรดยูริคที่เกิดจากสาเหตุภาย นอก จำนวนพิวรีนที่เกิดจากอาหารบริโภค จะเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนพิวรีนที่มีในอาหาร ถ้าบริโภคอาหาร เครื่องในสัตว์ จะทำให้มีกรดยูริคสูงขึ้น อาหารบางชนิดกระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารให้ทำงานเพิ่มมากขึ้น จะทำให้มีกรดยูริคเพิ่มมากขึ้น จึงสรุปได้ว่า กรดยูริคจะเปลี่ยนแปลงไปตามอาหารบริโภคที่มีโปรตีน การออกกำลังกาย และตามการทำงานของต่อมต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร

2.เกิด จากสารพิวรีน ที่ได้จากการสลายตัวของพวกเซลล์ของอวัยวะในร่างกาย เป็นกรดยูริคที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย กรดยูริคที่เกิดจากส่วนนี้ ย่อมจะเปลี่ยนไปตามการสลายตัวของอวัยวะ เช่น เซลล์มีการทำงานมากขึ้น หรือมีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น

อาการของโรค เก๊าท์

1.ระยะแรกมักมีอาการปวดรุนแรงอย่างทันทีทัน ใด มักพบอาการปวดที่หัวแม่เท้าก่อน อาการมักเกิดขึ้นภายหลังการกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงมาก ๆ การดื่มเหล้ามาก หรือการสวมรองเท้าที่คับ บริเวณผิวหนังตรงข้อที่อักเสบจะตึงร้อน เป็นมัน ผู้ป่วยมักจะมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย มีเม็ดเลือดขาวสูง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ใน 2-3 วัน และหายไปเองในระยะ 5-7 วัน

2.ระยะพัก เป็นระยะที่ไม่มีอาการแสดง แต่กรดยูริคในเลือดมักสูง และอาการอักเสบอาจเกิดขึ้นอีกจนถึงขึ้นเรื้อรัง อาจมีอาการเป็นระยะ ๆ เนื่องจากผลึกยูเรตเป็นจำนวนมากสะสมอยู่ในข้อกระดูกเยื่ออ่อนของข้อต่อ และบริเวณเส้นเอ็น ทำให้เกิดโรคข้อกระดูกเสื่อม เมื่อเป็นมากจะมีการสะสมของผลึกนี้ที่เยื่อบุภายในปลอกหุ้มข้อ และเกิดปุ่มขึ้นที่ใต้ผิวหนัง มักเริ่มที่หัวแม่เท้า และปลายใบหูก่อน ข้อที่มีผลึกยูเรตเกาะอยู่ อาจเปลี่ยนแปลงจนผิดรูป และเกิดความพิการที่ข้อกระดูกนั้น ๆ

3.อาการแทรกซ้อน พบว่า ร้อยละ 25 ของผู้ป่วยข้ออักเสบเฉียบพลันจากเก๊าท์มักมีนิ่วในไตด้วย ผลึกยูเรตอาจสะสมอยู่ในส่วนหมวกไต ทำให้มีอาการเลือดออกทางปัสสาวะ ถ้ามีการสะสมในไตมาก ๆ จะขัดการทำงานของไต หรือทำลายเนื้อไต ทำให้เกิดภาวะไตล้มเหลว

การควบคุมอาหาร เนื่องจาก กรดยูริคจะได้จากการเผาผลาญสารพิวรีน ดังนั้น ในการรักษาโรคเก๊าท์ จึงต้องควบคุมสารพิวรีนในอาหารด้วย อาหารที่มีพวรีน อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ

อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย ( 0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)

1.นมและผลิตภัณฑ์จาก นม 2.ไข่ 3.ธัญญพืชต่าง ๆ 4.ผักต่าง ๆ 5.ผลไม้ต่าง ๆ 6.น้ำตาล
7.ผลไม้ เปลือกแข็ง(ทุกชนิด) 8.ไขมัน

อาหารที่มีสาร พิวรีนปานกลาง (50-150 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)

1.เนื้อ หมู 2.เนื้อวัว 3.ปลากระพงแดง 4.ปลาหมึก 5.ปู 6.ถั่วลิสง 7.ใบขี้เหล็ก
8.สะตอ 9.ข้าวโอ๊ต 10.ผักโขม 11.เมล็ดถั่วลันเตา 12.หน่อไม้

อาหารที่มีพิวรีนสูง (150 มิลลิกรัมขึ้นไป) * อาหารที่ควรงด

1.หัวใจไก่ 2.ไข่ปลา 3.ตับไก่ 4.มันสมองวัว 5.กึ๋นไก่ 6.หอย 7.เซ่งจี้(หมู) 8.ห่าน 9.ตับหมู 10.น้ำต้มกระดูก 11.ปลาดุก 12.ยีสต์ 13.เนื้อไก่,เป็ด 14.ซุปก้อน 15.กุ้งชีแฮ้ 16.น้ำซุปต่าง ๆ 17.น้ำสกัดเนื้อ 18.ปลาไส้ตัน 19.ถั่วดำ 20.ปลาขนาดเล็ก 21.ถั่วแดง 22.เห็ด 23.ถั่วเขียว 24.กระถิน 25.ถั่วเหลือง 26.ตับอ่อน 27.ชะอม 28.ปลาอินทรีย์ 29.กะปิ 30.ปลาซาดีนกระป๋อง

การกำหนดอาหาร

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรค เก๊าท์ ควรมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ ประกอบด้วยอาหารหลัก 5 หมู่ เพื่อให้ได้ สารอาหารครบถ้วน และงดเว้นอาหารที่มีพิวรีนมากดังกล่าวแล้ว

1.พลังงาน ผู้ป่วยที่อ้วน จำเป็นต้องจำกัดพลังงานในอาหาร เพื่อให้น้ำหนักลดลงทั้งนี้ เนื่องจากความอ้วน ทำให้เกิดอาการโรคเก๊าท์รุนแรงขึ้น แต่ต้องระมัดระวังในระยะที่มีอาการรุนแรง ไม่ควรให้อาหารที่มีพลังงานต่ำเกินไป เพราะอาจทำให้มีการสลายของไขมันในเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งจะทำให้สารยูริคถูกขับออกจากร่างกายได้น้อย และอาการของโรคเก๊าท์รุนแรงขึ้นได้ ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ไม่ควรอดอาหาร และควรได้พลังงานประมาณวันละ 1,200-1,600 แคลอรี่

2.โปรตีน ผู้ป่วยควรได้รับอาหารโปรตีนตามปรกติ ไม่เกิน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยหลีกเลี่ยงโปรตีนที่มีสารพิวรีนมาก

3.ไขมัน ผู้ป่วยควรได้รับอาหารที่มีไขมันให้น้อยลง โดยจำกัดให้ได้รับประมาณวันละ 60 กรัม เพื่อให้น้ำหนักลดลง การได้รับอาหารที่มีไขมันมากเกินไป จะทำให้มีการสะสมสารไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น ซึ่งการมีสารไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น จะทำให้ขับถ่ายสารยูนิคได้ไม่ดี และพบว่า ผู้ป่วยที่อ้วน และมียูริคในเลือดสูง เมื่อลดน้ำหนักลง กรดยูริคในเลือดจะลดลงด้วย

4.คาร์โปไฮเดรท ควรได้รับให้พอเพียงในรูปของข้าว แป้งต่าง ๆ และผลไม้ ส่วนน้ำตาลไม่ควรกินมาก เพราะการกินน้ำตาลมาก ๆ จะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งจะมีผลต่อการขับถ่ายสารยูริคด้วย

5.แอลกอฮอล์ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้ามาก ๆ เพราะการเผาผลาญแอลกอฮอล์ จะทำให้มีกรดแลคติคเกิดขึ้น และมีการสะสมแลคเตตเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้กรดยูริคถูกขับถ่ายได้น้อยลง

การ จัดอาหาร



ในการจัดอาหารให้ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่แพทย์ให้จำกัดสารพิวรี นอย่างเข้มงวด ผู้จัดต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ทั้งในด้านโภชนาการ และรสชาติ ลักษณะอาหาร เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยกินอาหารได้ตามที่กำหนด และได้รับสารอาหารเพียงพอ

1.ในระยะที่มีอาการรุนแรง ควรงดเว้นอาหารที่มีพิวรีนมาก ในระหว่างมื้ออาหารให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้มาก ๆ จะช่วยขับกรดยูริค ช่วยรักษาสุขภาพของไตและป้องกันมิให้เกิดก้อนนิ่ว พวกยูเรตขึ้นได้ที่ไต
2.งดเว้นอาหารที่ให้พลังงานมาก ได้แก่ ขนมหวานต่าง ๆ อาหารที่มีไขมันมาก เช่น อาหารทอด และขนมหวาน ที่มีน้ำตาล และไขมันมาก
3.จัดอาหารที่มีใยอาหารมาก แก่ผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้น้ำหนักลดลง
4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การดื่มเหล้ามีส่วนช่วยให้อาการของโรคเก๊าท์รุนแรงขึ้น
5.อาหารที่มี ไขมันมาก จะทำให้ขับกรดยูริคน้อยลง ทำให้มีการคั่งของกรดยูริคในเลือดมากขึ้น

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
"ที่มาของชื่อเวบไซต์ "GoutDak เก๊าท์แดก" วันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่เก๊าท์แดก โรคเก๊าท์กำเริบ ที่บริเวณข้อนิ้วโป้งเท้าขวา บวมมาก แล้วเดินไม่ได้ ก็เลย เปิดเวบบอลค์ "GoutDak เก๊าท์แดก" ซะเลย พี่เอี้ยง พลอากาศตรี หญิง ปริชาติ นกน้อย เพื่อนกันตั้งให้ โทรไปพี่เอี้ยง ทักเลย ได้ข่าวว่า" ตุ๊ เก๊าท์แดก" ก๊เลยหัวเราะกันด้วยความสนุกสนาน(ก็เลยเป็นที่มาของชื่อเวบไวด์ ซะเลย) พี่ตุ๊ KPI เมื่อ 31 มีนาคม 2553 Establish March 31, 2010 www.goutdak.blogspot.com eMail:goutdak@gmail.com